Tuesday, March 16, 2010

งวดเข้ามาทุกทีแล้ว สำหรับการคว้าดาวดวงที่ 5 ของเมืองไทย หลังจากค่ำคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา บรรยากาศที่ มูนสตาร์ สตูดิโอ ลุกพรึ่บเป็นไฟ เมื่อ”ฟลุค-สิงโต-ดิว” ปล่อยพลังโชว์มินิคอนเสิร์ตบนเวที The Star 5 กันอย่างไม่ยั้ง จนแฟนคลับต้อง SMS ส่งกำลังใจอย่างไม่หวาดไม่ไหว และเมื่อค่ำวันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา ก็ได้เวลาประกาศผลโหวตว่า 3 คนสุดท้าย “ใคร” ไม่ได้ไปต่อ และ “ใคร” กับ “ใคร” คือคู่ชิงดาวประจำปีนี้

แต่ก่อนจะถึงช่วงนาทีระทึกใจ รุ่นพี่ The Star 3 “อาร์” อาณัติพล ขอหวนคืนเวที เพื่อโชว์ความสามารถด้านการร้องและการแสดงกับบางส่วนจากละครเวที “แม่นาคพระโขนง เดอะมิวสิคัล” ในบท “พ่อมาก” พร้อมยังควง “นัท มีเรีย” ผู้รับบท “แม่นาค” มาร่วมเรียกน้ำย่อยด้วย ซึ่งก็เรียกเสียงกรี๊ดจากแฟนๆ ได้อย่างท่วมท้น จากนั้น นาทีสำคัญก็มาถึง เมื่อ “ดีเจเอก” รับหน้าประกาศผลโหวตประจำสัปดาห์ ซึ่งผลปรากฏว่า “สิงโต” ลอยลำผ่านเข้ารอบไปคนแรก ปล่อยให้ความระทึกใจเป็นของ “ฟลุค” กับ “ดิว” ก่อนที่จะเป็นชื่อของ “ฟลุค” นั่นเอง ที่ไม่ได้ไปต่อ ซึ่งเจ้าตัวก็ขอส่งท้ายบนเวทีแห่งความทรงจำด้วยเพลง “นาฬิกาตาย” (Bodyslam) สร้างความจับใจให้แฟนคลับคนรักฟลุคอย่างสุดซึ้ง

หลังสิ้นเสียงประกาศว่า “ฟลุค-พชร ธรรมมล” หรือหนุ่มขาแดนซ์ประจำบ้าน “The Star ค้นฟ้าคว้าดาว ปี5” ผ่านเข้ารอบ 3 คนสุดท้าย เสียงกรี๊ดๆๆ จากบรรดาแฟนคลับก็ดังสนั่นหวั่นไหว และเชื่อว่าใครที่ได้ติดตามดู “The Star 5” (เดอะสตาร์ 5) ก็คงนิยมชมชอบหนุ่มคนนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว วันนี้ Emagazine จึงขอพาไปทำความรู้จัก “ฟลุค The Star 5” ให้มากขึ้นกัน…GO!!

ฟลุค หรือ พชร ธรรมมล (ชื่อเดิม ปรมัติ ธรรมมล) เกิดเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2531 เป็นชาวกรุงเทพมหานคร สูง 174 เซนติเมตร น้ำหนัก 59 กิโลกรัม ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะนิเทศศาสตร์(Communication Arts)มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ซึ่งหลายคนคงรู้สึกคุ้นหน้าค่าตากับหนุ่มน้อยคนนี้ เพราะเขาก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่เมื่อครั้งยังเยาว์วัย เล่นมาแล้วทั้งละคร แสดงภาพยนตร์ รวมถึงเคยออกอัลบั้มกับเพื่อนๆ แถมเพลงยังฮิตติดลมบนอีกต่างหาก

“ผมเล่นละครมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วครับ ตอนนั้นผมใช้ชื่อ ปรมัติ ธรรมมล ในการแสดงครับ และก็เปลี่ยนมาเป็น พชร ตอนนั้นผมได้แสดงละคร ภาพยนตร์ ถ่ายโฆษณา ทำหลายอย่างครับ เท่าที่จำได้ก็น่าจะมีภาพยนตร์เรื่องสุริโยไท เป็นพระยอดฟ้า, กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้, ประถม มัธยม เปรี้ยวอมหวาน,กระโปรงบานขาสั้น เทอม 2 ตอนแอบดูบาบีคิว ส่วนละครก็เรื่อง ชุมทางรัก, กษัตริยา, ผีพยาบาท และก็พากย์เสียงภาพยนตร์เรื่อง แฮรี่ พอตเตอร์ ภาค 3 ครับ แต่พอขึ้น ม.ปลาย ผมรู้สึกว่าต้องให้เวลากับการเรียน ทำให้ไม่ค่อยได้รับงานแสดงเลยครับ แต่ก็มีฟอร์มวงกับเพื่อนครับ คือไม่รับงานแสดงแต่รู้สึกว่าตัวเองชอบร้องเพลง เลยรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ตั้งวงขึ้นมาชื่อวงว่า ม.teen จากนั้นก็มีโอกาสได้ออกอัลบั้มแนวป๊อปร็อกกับเพื่อนอีก 4 คนครับ ชื่อวง Flying Sumo ในสังกัด แบ็คยาร์ด ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับดีเกินคาด โดยเฉพาะเพลงฟันเหล็กเด็กแนว” ฟลุค กล่าว

และด้วยความที่รักการร้องเพลง ทำให้เขาลองเข้ามาประกวด “The Star ค้นฟ้าคว้าดาว ปี5” และสามารถผ่านเข้ามาเป็น 8 คนสุดท้ายได้สำเร็จ ซึ่งทำให้ความฝันของเขาใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่ใครจะรู้ว่าฉากหลังหรือชีวิตของเขา ไม่ได้สวยงามหรือโรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ใครๆ หลายคนคิด

ฟลุคไม่ได้อยู่กับพ่อกับมาตั้งแต่ตอนเกิด คือฟลุคอยู่กับพ่อเลี้ยง ที่ฟลุคเรียกว่า ปะป๊า หรือ ป๊าเพราะพ่อเขาฝากฟลุคไว้กับป๊าไว้ตั้งแต่ฟลุค 7 เดือน เขามีปัญหาไม่สามารถเลี้ยงเราได้ เลยเอาเราไปให้ปะป๊าเลี้ยง และที่ฟลุคเข้าวงการบันเทิงได้เพราะป๊าเขาดันฟลุคมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ พอเขาอ่านเห็นหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่ารับสมัครดาราเด็ก เขาก็พาเราไป พอพรุ่งนี้ก็มีคนโทรเข้ามาให้ไปทำงานเลย ตอนนั้นฟลุคมีงานเยอะมากๆ แต่พอเวลาผ่านไปสักพักป๊ากับพ่อแม่เขามีเรื่องกัน คือแย่งตัวฟลุค ตอนนั้นฟลุครู้สึกว่าถ้าเราไม่สามารถทำงานได้ ถ้าเราไม่สามารถหาเงินได้ ป๊ายังจะเอาฟลุคไหม แล้วทำไมพ่อแม่ถึงเพิ่งจะมาอยากได้ รู้สึกว่าเราไม่มีค่า ทุกวันนี้ไม่ถามใครว่าเรื่องมันเป็นยังไง ไม่อยากไปรื้อฟื้นหรืออยากไปยุ่งกับตรงนั้น เพราะเราเกิดมาแล้ว เราโตมาเรามีชีวิตของเราเอง ซึ่งเราทำอะไรกับสิ่งที่ผ่านมาตรงนั้นไม่ได้อยู่แล้ว” ฟลุค เล่าถึงความหลัง

ฟลุค พชร เปิดใจอีกว่า ทุกวันนี้คุณแม่เสียชีวิตแล้ว พ่อมีครอบครัวใหม่ แต่เราก็ยังคงอยู่กับป๊า เพราะเราก็อยู่กับเขาตั้งแต่เกิดแล้ว สำหรับป๊าเขาจะมีนิสัยเป็นผู้หญิงหรือสาวประเภทสอง ตอนเด็กๆ ฟลุคอายมากๆ เพื่อนที่โรงเรียนก็จะล้อว่า “เฮ้ย!พ่อเป็นตุ๊ดเหรอ” ตอนนั้นเราก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่โกรธเถียงอะไรเค้าไม่ได้ แต่พอฟลุคเริ่มโต ก็มีบางคนมาถามเราว่าเป็นเด็กเขาหรือเปล่า ซึ่งเราก็เสียความรู้สึก แต่ตอนนี้ฟลุคมีความคิดที่ช่วยให้ฟลุคแข็งแรงขึ้น นั่นคือมองถึงความดีของเขา ซึ่งความดีของเขามันสามารถลบตรงนั้นไปได้ ด้วยความผูกพันและสิ่งที่เขาทำให้เรา เลี้ยงดูเรามาอย่างดี เหมือนพ่อแม่จริงๆ ทุกวันนี้ฟลุคก็หาทางที่จะทำให้เขามีความสุขซึ่งก็คิดว่าถ้าฟลุคสามารถทำตรง นี้ได้สำเร็จเขาคงมีความสุข ตอนนี้ทำอะไรก็จะนึกถึงเขาเป็นคนแรกครับ

“ตอนเด็กมันคือความสำเร็จมากๆ สำหรับเราที่มีโอกาสมากกว่าเด็กหลายคน แต่มันไม่ใช่ความสำเร็จที่มาจากผม คือผมเข้าวงการได้เพราะป๊าหรือผู้ใหญ่หลายๆ คนช่วยดัน จนทำให้เราประสบความสำเร็จ พอโตมาฟลุคเลยอยากทำทุกอย่างด้วยตัวเราเอง โดยที่ปะป๊าไม่ต้องมาเกี่ยว เราแค่อยากพิสูจน์ตัวเอง อยากจะตอบแทนเขาด้วยทางของเรา วิธีของเราเอง เพราะเราอยากทำให้เขาภูมิใจครับ” ฟลุค กล่าวปิดท้าย

และ นี่คือตัวตนของ “ฟลุค-พชร ธรรมมล” ทั้งนี้ อย่าลืมเป็นกำลังใจให้เขาคว้าฝันเพื่อพิสูจน์ตัวเองได้ ในการประกวด “The Star ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 5

Related Posts with Thumbnails